head-banrongjaroen-min
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านร่องเจริญ
วันที่ 25 มกราคม 2022 3:41 PM
head-banrongjaroen-min
โรงเรียนบ้านร่องเจริญ
หน้าหลัก » นานาสาระ » เหตุอาเพศก่อนกรุงแตก

เหตุอาเพศก่อนกรุงแตก

อัพเดทวันที่ 14 ธันวาคม 2020

เหตุอาเพศก่อนกรุงแตก

เหตุอาเพศ

 

เหตุอาเพศ วันนี้ของนำเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การ เสียกรุงศรีอยุธยา มาเล่าให้ฟังดีกว่า

คัดเอาตอนที่สำคัญได้แก่ก่อนการเสียกรุงครั้งที่สอง มีเรื่องเล่ากันถึง เหตุอาเพศ ต่าง ๆ มากมาย

จริงบ้างเท็จบ้าง แต่ถ้าพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้วก็ให้นึกถึงว่าทุกอย่างนั้นมีเค้ามาจากเรื่องจริงทั้งสิ้น

 

กรุงศรีอยุธยาของเราเป็นราชธานีมานานถึง 417 ปี ถ้านับจำนวนปีถึงวันนี้ กรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพ ฯ

ของเรายังมีอายุน้อยกว่าถึง 179 ปีทีเดียว

เนื่องจากกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีมาเพียง 238 ปี (พ.ศ. 2325-2563) กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองและยาวนานมากทีเดียว 

 

มีหลักฐานการบันทึก และซากปรักหักพังที่ปรากฏให้เห็นว่า

พระบรมมหาราชวังของพระเจ้าแผ่นดินสมัยอยุธยานั้นใหญ่โตรโหฐานกว่าพระบรมหาราชวังสมัยรัตนโกนินทร์ถึงสามสี่เท่า

มีการผลัดแผ่นดินกันบ่อย และมีพระมหากษัตยิย์รวม 34 พระองค์ ซึ่งต่างราชวงศ์กันแสดงให้เห็นว่ามีการแย่งราชสมบัติกันเกิดขึ้นเรื่อยมา

 

จนเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ที่อ่อนแอกว่าก็ต้องจากไป หลีกทางให้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าปกครอง ทุกอย่างแลดูสวยงามเลิศหรู

แต่ท้านที่สุดความสวยงามที่เห็นก็ต้องมีอันเป็นไป

โดยข้าศึกบุกทำลายทุกอย่างกลับคืนสู่ผงธุลีดิน ด้วยกำลังข้าศึกที่เหนือกว่าของกองทัพพม่าได้บุกเข้ามาถึงพระราชวังชั้นใน

 

โดยพระเจ้ามังระกษัตริย์พม่าได้สั่งให้แม่ทัพท่านเนเมียวสีหบดี และแม่ทัพมังมกานรธาบุกเข้าในพระนครให้จงได้

 

ในช่วงเวลานั้นกรุงศรีอยุธยากำลังอ่อนแอ เนื่องจากอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าเอกทัศน์

ซึ่งมีความหลงใหลในอิสตรีมากกว่ากิจการบ้านเมือง แต่จากหลักฐานต่าง ๆ ที่ค้นพบในภายหลังกลับกล่าวตรงกันข้าม

ทั้งยังมีการยืนยันจากฝั่งพม่าว่าทางกรุงศรีอยุทธยาก็ได้มีการป้องกันอย่างแข็งขัน มีการยิงปืนใหญ่ตอบโต้แต่ด้วยเหตุที่กำลังน้อยกว่า

และขาดเสบียงจึงทำให้ต้องมีอันเป็นไป ประกอบกับทางฝ่ายพม่ามีประสบการณ์เรื่องการเข้าโจมตีมาก่อน

จึงได้พยายามโหมกำลังเข้าต่อสู้จนสำเร็จ ถ้าพิจารณาประกอบหลักฐานที่ค้นพบล่าสุดก็จะเห็นว่าทางกรุงศรี ฯ

ก็มิได้นิ่งเฉยได้ทำการต่อสู้อย่างถึงที่สุดและเป็นเวลายาวนานหลายเดือน จึงขอความเป็นธรรมให้พระองค์ด้วยว่า

พระองค์มิได้อ่อนแออย่างที่ประวัติศาสตร์บางหน้าได้บันทึกไว้แต่อย่างใด

 

แต่จะด้วยเหตุใดเรามาเข้าประเด็นกันดีกว่า จะเป็นการทำนายทายทักหรือเหตุใดไม่ปรากฏ

มีการแต่งเพลงยาวตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชมาจนถึงสมัยพระเจ้าเอกทัศน์

ซึ่งอยู่ห่างกันไม่น้อยกว่าร้อยปีทำนองว่าด้วยการเสียกรุง ซึ่งถ้าฟังให้ดีจะเห็นว่าเป็นลางร้ายก็ได้

โดยโครงเริ่มด้วยการยกยอกรุงศรี ฯ ให้ดูเลิศหรู และอุดมสมบูรณ์ แต่แล้วก็ลงท้ายด้วยการเกิดภัยพิบัติอันตรายอย่างหนีไม่พ้น

คือจะมีการอาเพศไปทั้งหมดทั่วทุกทิศทุกทาง เปรียบเหมือนไฟบัลลัยกัลย์ ทำให้กรุงศรี ฯ ต้องมีอันเป็นไป

เหมือนมีผีป่าเข้ามาในเมือง และผีที่รักษาเมืองอยู่ก็จะต้องพ่ายแพ้หนีออกไปอยู่ป่า และนี่ก็เป็นการพยากรณ์ชะตาของกรุงศรี ฯ

เอาไว้ตั้งแต่สมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั่นเอง แล้วก็มีผลเป็นจริงในเวลาต่อมาอีกถึงร้อยปี

 

แต่สำหรับเรื่องจริงนั้น ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่เรียนกันมาตั้งแต่ ม.ต้น ก่อนที่จะต้องเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 นั้น มีเหตุน่าประหลาด

เหมือนเป็นการบอกลางร้ายบอกเหตุที่จะเกิดขึ้น เริ่มจากก่อนเสียกรุงไม่นาน พระประธานในวัดพนัญเชิง

ซึ่งถือว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญที่สุด ได้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาจนถึงพระนาภี และตามด้วยเหตุการณ์ที่สอง ได้แก่

ที่วัดพระศรีสรรเพชร พระองค์ใหญ่เกิดอาการพระอุระแตก ทำให้ดวงพระเนตรตกลงมาอยู่ที่ตัก เหตุที่สาม

ได้เกิดมีอีกาสองตัวมาจิกตีกันกลางอากาศ ทำให้ตัวหนึ่งตกลงมาเสียบกับยอดพระปรางค์วัดราษฎร์บูรณะ

ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเหมือนจะขาดใจอยู่สองวันสองคืนกว่าจะตาย เท่านั้นยังไม่หมดได้เกิดเหตุที่สี่ตามมาอีก

ได้แก่ รูปหล่อของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งประดิษฐานอยู่ในโรงพระแสง มีการกระทบกันเสียงดังสนั่นออกมาให้ได้ยิน

ประกอบกับอากาศในช่วงนั้นก็เกิดวิปริตผิดปกติไปจากเดิมที่มีท้องฟ้าแจ่มใส เป็นท้องฟ้าสีแดงเป็นสีเลือดอยู่หลายวัน

 

สุดท้ายก่อนกรุงแตกประมาณ 15 วัน ที่ค่างวัดไชยวัฒนารามซึ่งเป็นค่ายทหารที่แข็งแรงที่สุดก็ต้องแตกและเสียให้แก่พม่า

ซึ่งทำให้ทหารพม่าเช้าถึงพระนครได้อย่างสะดวก และเข้าตีกรุงศรี ฯ แต่ในวันอังคารเดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุน เวลาประมาณบ่าย ๔ โมง

ทหารพม่ายิงป้อมปืนของกรุงศรี ฯ ที่อยู่ ณ วัดการ้องล้มลงมา และบุกเข้ามาทางวัดนางปลื้มได้ พร้อมจุดไฟเผากำแพงเมือง

พอใกล้ค่ำกำแพงเมืองก็ทรุดลงมาทำให้พม่าที่รออยู่ด้านนอกเข้าเมืองได้โดยสะดวกทางวัดหัวรอ จากนั้นก็อย่างที่รู้ ๆ

กันทหารพม่าได้จุดไฟเผาวัดวาอาราม ฆ่าและต้อนผู้คนไปเป็นเชลย และเผาพระพุทธรูปเพื่อลอกเอาทองคำที่หุ้มอยู่ไปจนหมดสิ้น

นึกถึงทีไรก็น่าเสียดาย รวมทั้งพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ และพระที่นั่งอื่น ๆ ที่เคยเป็นที่พำนักของพระมหากษัตริย์

และไม่เหลือแม้กระทั้งพระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนคนไทยอีกหลายองค์ ก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น

 

แต่ยังดีที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้างได้แก่ วัดหน้าพระเมรุ เนื่องจากพม่าใฃ้เป็นที่บัญชาการรบ และเป็นวัดที่เมื่อสมัยพระเจ้าอลองพญา

พระราชบิดาของพระเจ้ามังระก็ใช้วัดนี้เป็นที่บัญชาการรบเช่นกัน และเป็นสถานที่เสด็จสวรรคตเนื่องจากปีนใหญ่ระเบิดในครั้งนั้น

ทำให้พม่าเชื่อว่าวัดหน้าพระเมรุนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีอาถรรพ์ จนทำให้ไม่กล้าที่จะเผา

 

ส่วนอีกแห่งหนึ่งได้แก่ องค์หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง ด้วยว่าเป็นองค์พระที่มีขนาดใหญ่ พม่ามีความเกรงกลัวไม่กล้าทำลาย

ต่อมาทั้งสองวัดนี้ในปัจจุบันที่ผู้ไปเที่ยวชมกันมาก และเป็นสองวัดที่รอดจากการถูกทหารพม่าเผามาได้ในคราวเสียกรุง ฯ

นั้นเอง ส่วนวัดอื่น ๆ นั้นถูกเผาทำลายทั้งหมด เหลือเพียงโครงสร้างที่เป็นอิฐ ปูน และสิ่งปรักหักพังให้เห็น แต่ปัจจุบันก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่

ทั้งวัดไชนวัฒนาราม และวัดใหญ่ไชยมงคล ที่มีรูปหล่อของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประดิษฐานอยู่

รวมทั้งวัดหลวงพ่อมงคลบพิตร ก็มีการบูรณะขึ้นมาใหม่เช่นกัน

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านร่องเจริญ
โรงเรียนบ้านร่องเจริญ
โรงเรียนบ้านร่องเจริญ
โรงเรียนบ้านร่องเจริญ